กล้องฟิล์ม

แนะนำ 13 กล้องฟิล์ม สุดเจ๋ง มือใหม่หัดเล่น ต้องอ่านด่วน !

by


Last updated 12 เมษายน 2562

          อยากจะลองเล่น กล้องฟิล์ม ดูบ้าง ? 📸 แต่ไม่รู้จะเล่นรุ่นไหนดี ที่จะเหมาะกับมือสมัครเล่น เชิญทางนี้เลยจ้าทุกคนวันนี้เราจะรวมกล้องฟิล์มที่น่าเล่นเหมาะสำหรับมือใหม่ เพราะในปัจจุบันนี้วัยรุ่นส่วนใหญ่หันมานิยมเล่นฟิล์มกันมากขึ้น เนื่องด้วยช่างภาพหลายคนหันมาลองถ่ายภาพด้วยกล้องประเภทนี้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการรีวิวกล้องรุ่นต่างๆ และสร้างกรุ๊ปไว้แชร์รูป ทำให้ตอนนี้กล้องประเภทนี้กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง หากใครกำลังคิดว่า จะซื้อ กล้อง ยี่ห้อไหนดี ? วันนี้เราเลยจะมาแนะนำกล้องทั้ง 13 รุ่นที่ควรมีไว้ครอบครอง สำหรับมือใหม่หัดเล่น ราคาย่อมเยาว์จับต้องได้ ไปดูกันเลยว่าเราจะถนัดและชอบแบบไหนมากที่สุด บางทีอาจจะได้ไอเทมใหม่มาครอบครองก็เป็นได้ค่ะ 😍

 

แนะนำ 13 กล้องฟิล์ม สุดเจ๋ง มือใหม่หัดเล่น ต้องอ่านด่วน !

          พูดได้เลยว่ากล้องประเภทนี้จะมีการตัดสินใจซื้อที่ต่างจากกล้องดิจิตอลค่อนข้างมาก เนื่องจากไม่ได้มีการโฆษณาเหมือนกล้องดิจิตอล ภาพถ่ายไม่สามารถเช็คองค์ประกอบของภาพได้ก่อนเหมือน กล้อง Mirrorless และส่วนมากเป็นกล้องมือสอง เป็นกล้องจากที่เหล่าคนสะสมนำมาขายต่อ แต่ส่วนมากรับรองว่าสภาพกล้องดีอย่างแน่นอน เสน่ห์ของมันนั้นอยู่ตรงที่กดชัตเตอร์ เพราะเราไม่สามารถรู้เลยว่ารูปที่ได้นั้นจะเป็นอย่างไร เรียกได้ว่าเป็นภาพที่ธรรมชาติที่แท้จริงเลยล่ะค่ะ

 

          หากใครกำลังมองหากล้องสักตัว แต่ยังไม่รู้จะซื้อตัวไหน ลองมาเลือกดูตามความชอบของตัวเองกันดีกว่าค่ะ ว่าชอบเล่นแนวไหน แบบไหนจะเข้ากับมือตัวเองที่สุด รุ่นไหนพกพาสะดวก น้ำหนักหนักเบามากน้องเพียงใด เชื่อว่าหากรู้เสน่ห์ของกล้องประเภทนี้ อาจจะเปลี่ยนใจหลายๆ คนได้เลยทีเดียวค่ะ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ ซึ่งจะวัดจากการโฟกัสของภาพถ่ายนั่นเอง 

  • กล้องที่โฟกัสแบบกะระยะเอง
  • กล้องที่โฟกัสแบบปรับให้ชัดโดยหมุนให้ภาพซ้อนกัน (Rangefinder)
  • กล้องที่โฟกัสแบบปรับให้ชัดโดยหมุนเลนส์ให้ชัด (SLR)
  • กล้องที่ใช้แล้วทิ้ง

 

📸 กล้องที่โฟกัสแบบกะระยะเอง 📸

          กล้องฟิล์มที่ต้องโฟกัสแบบกะระยะเองนั้นส่วนใหญ่จะมีขนาดที่เล็ก พกพาได้ง่ายซึ่งจะเรียกได้ว่า สไตล์point&shoot ก็คือเป็นการเล็งแล้วก็กดถ่ายเลย รวดเร็ว ไม่ต้องมาวัดระดับแสงเพียงแค่กะระยะของภาพเท่านั้น ซึ่งการโฟกัสนั้นจะต้องมีความสามารถในการกะระยะระหว่างตัวเราเองกับสิ่งที่จะถ่าย เมื่อกะระยะได้แล้วนั้นเพียงแค่กดชัดเตอร์เท่านั้นก็เสร็จแล้ว โดยเพียงแค่ประมาณให้ได้ว่าตรงไหน 1 เมตร 2 เมตร และกล้องแบบนี้ส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับความออโต้เช่น ตั้งค่ารู้รับแสงเองแล้วความเร็วชัตเตอร์กล้องก็จะปรับให้เอง บอกเลยว่าสะดวกสบายมากๆ และเลนส์ส่วนใหญ่ที่มาด้วยนั้นจะประมาณ 30-40 mm จะเป็นการเก็บภาพแนวกล้วงและบุคคลได้ดี ไม่เหมาะกับการถ่ายรูปอาหารในระยะใกล้ๆ แต่ข้อเสียสำหรับกล้องกะระยะเองนั้นไม่สามารถถ่ายแบบโบเก้หรือหน้าชัดหลังเบลอได้ และนี้คือรุ่นที่โฟกัสกะระยะเองที่เราแนะนำมีดังนี้

 

1. Olympus Trip 35

     กล้อง Olympus ระดับตำนานต้องรุ่นนี้เพราะมียอดขายที่ถล่มทลายเพราะเนื่องจากมันใช้ง่าย ภาพที่ได้คม สวยซึ่งสำหรับการกะระยะนั้นบอกเลยว่าไม่งงเลยเพราะรุ่นนี้จะแทนโดยใช้ภาพสัญลักษณ์เป็นรูปคนหนึ่งคน เท่ากับ 1 เมตร, รูปคนสองคน เท่ากับ 1.5 เมตร และรูปคนเป็นกลุ่มนั้น เท่ากับ 3 เมตร สุดท้ายรูปภูเขา เท่ากับการถ่ายวิว หรือระยะไกลมากๆ ซึ่งรุ่นนี้ไม่ต้องใช้ถ่านเลยสำหรับใครที่ขี้เกียจปรับแสงก็สามารถปรับไปยัง A แล้วก็กดถ่ายได้เลยตามใจชอบ ซึ่งราคาของรุ่นนี้อยู่ที่ประมาณ 2,000 - 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพและอุปกรณ์

 

2. Olympus Pen EE

 

 

     รุ่นนี้ถือว่าเป็นกล้อง point&Shoot รุ่นแรกๆเลยก็ว่าได้ ซึ่งที่แนะนำตัวนี้เพราะใช้ง่ายมากๆสำหรับใครที่ยังไมาเคยใช้ก็สามารถเล่นได้แบบสบายๆ ซึ่งความพิเศษของเจ้าตัวนี้คือการใช้ระบบ Electric Eye ซึ่งไม่ต้องใช้ถ่านวัดระดับแสงที่บริเวณที่จะถ่าย แล้วก็ประมาณให้กล้องใช้รูรับแสงที่แคบสุดเท่าที่จะทำได้ และภาพที่ได้ออกมาก็จะชัดเอง ข้อดีของรุ่นนี้คือมันเป็นกล้องแบบ Half Frame ถ้าเราใช้ฟิล์มถ่าย 36 รูป มันก็จะทำให้เราถ่ายรูปเพิ่มได้ขึ้น 72 รูป ราคาของรุ่นนี้ประมาณ 1,500 - 2,500 บาท ขึ้นตามแต่สภาพและอุปกรณ์

 

3. Rollei 35

 

 

     สำหรับอีกหนึ่งตัวที่ไม่แนะนำไม่ได้ก็คือเจ้าตัวนี้เหมาะสำหรับวัยรุ่นสมัยนี้มากเพราะมันเป็นกล้องที่มีขนาดเล็กมากๆ เก๋มากแต่สำหรับการใช้งานแบบ point&shoot นั้นก็ไม่ได้เร็วขนาดนั้นเพราะมัน Manual มากๆตั้งแต่การเริ่มดึงเลนส์ออกมา กะระยะโฟกัส แล้วยังต้องตั้งค่ารูปรับแสงอีกด้วย แต่มันก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับการถ่ายรูปเลยเพราะมันเก๋จริงๆ ราคาก็จะขึ้นอยู่กับดีไซน์อยู่ประมาณที่ 4,500 - 10,000 บาท

 

4. Minolta Hi-Matic AF

     สำหรับกล้องที่ยังคงความ 80's นั้นต้องเจ้าตัวนี้เลยสะดวกสบายมากๆ ใช้ง่ายอีกด้วยกับระบบ Auto Focus ซึ่งไม่ต้องกะระยะเอง ที่เราจะต้องทำนั้นเพียงแค่กดชัตเตอร์อย่างเดียวเท่านั้น และก็มีแฟลชในตัวอีกด้วย แต่สำหรับตัวนี้ใช้ถ่านขนาด AA ด้วย ระยะการโฟกัสจะอยู่ตั้งแต่ 1 เมตร ถึงinfinity เลยทีเดียว และสำหรับราคาของรุ่นนี้จะอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 3,000 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพและอุปกรณ์

 

📸 กล้องที่โฟกัสแบบปรับให้ชัดโดยหมุนให้ซ้อนกัน 📸

          กล้องแนวนี้อาจจะได้รับความนิยมที่สุดแล้ว ซึ่งกล้องแบบนี้จะให้เราโฟกัสเองเมื่อเวลาเราจะถ่ายรูปมันจะเกิดภาพสองภาพซ้อนกัน ซึ่งจะให้ตรงไหนชัดเราก็เล็งตรงนั้นและหมุนโฟกัสให้ภาพสองภาพนั้นซ้อนทับกันพอดี มีทั้งสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้และเปลี่ยนไม่ได้แล้วแต่รุ่นนั้นเอง ซึ่งกล้องแบบนี้จะมีความคล้ายกับแบบการกะระยะเองเพิ่มเติมเพียงแค่โฟกัสแบบภาพซ้อนนั้นเอง ซึ่งสำหรับกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ไม่ได้นั้นจะมีเลนส์มาให้ประมาณ 30-40mm เช่นเดียวกัน สำหรับการถ่ายและพกพาถือว่าสะดวกมากๆ ระบบการถ่ายก็ดีเราต้องตั้งรูรับแสงเองแล้วกล้องจะความเร็วชัดเตอร์ให้ หรือเลือกความเร็วเองแล้วกล้องตั้งค่ารู้รับแสงให้ หรือไม่ก็เลือกออโต้โหมด แต่สำหรับขั้นเทพแล้วนั้นสามารถตั้งค่าเองทั้งหมดก็ย่อมได้ และสำหรับรุ่นที่เราเอามาแนะนำนั้นไม่สามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ มีด้วยกันดังนี้

 

1. Yashica Electro 35

 

 

     สำหรับตัวแรกที่เราจะแนะนำก็คือเจ้าตัวนี้ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก มือใหม่สามารถเล่นได้สบายมากเนื่องจากระบบของมันนั้นเป็นระบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ โดยหลักๆคือโฟกัสด้วยระบบ Rangefinder คือการปรับภาพซ้อนให้ทับกัน การตั้งค่า เราสามารถตั้งค่ารู้รับแสงได้เอง หรือจะปรับเป็นออโต้หมดเลยก็ได้ แถมยังมีชัตเตอร์ B ให้กดค้างไว้อีกด้วย โดยรวมคุณภาพของรูปออกมาดีมากๆ แต่ขอเสียก็คือน้ำหนักของกล้องนั้นหนักมากๆ ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 - 4,000 บาท โดยขึ้นอยู่กับสภาพและอุปกรณ์

 

2. Olmpus 35 DC

 

 

     ตัวนี้ก็พลาดไม่ได้อีกเหมือนกัน ซึ่งใช่ได้ง่ายเช่นกันถ้าไม่ง่ายเราก็ไม่แนะนำ!! ซึ่งเจ้าตัวนี้มีความพิเศษสุดๆตรงเลนส์มือหมุนของเค้า ซึ่งสามารถถ่ายได้ในแสงที่น้อยๆได้ดีมาก ถือว่าเป็นจุดเด่นของเจ้าตัวนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งเทียบได้ง่ายๆก็คล้ายกับเจ้าตัว Minolta Hi-Matic F เลย แต่รุ่นนี้ราคาจะอยู่ประมาณที่ 3,000 - 4,000 บาท ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสถาพและอุปกรณ์ของกล้องด้วย

 

3. Olympus XA

 

 

     ถ้าจะพูดถึงกล้องที่ปรับให้ชัดด้วยการหมุนแล้วนั้นต้องตัวนี้เลย ไม่พูดถึงไม่ได้แล้วเพราะถือว่าเป็นกล้องประเภทนี้ที่เล็กที่สุด ซึ่งได้รับการยอมรับมากไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์ของตัวกล้องนั้น โดยตัวนี้จะใช้ระบบการโฟกัสแบบ Rangefinder เหมือนกับตัวอื่นๆ แต่ระบบมันจะเลือกรูรับแสงเอง แล้วก็จัดระบบความเร็วชัตเตอร์เองด้วยเช่นกัน จุดเด่นของเจ้าตัวนี้ก็คือ มาพร้อมแฟลชที่สามารถถอดออก และใส่เข้าไปใหม่ได้ นำหนักก็ไม่เยอะมากพกพาได้สบาย ซึ่งราคาจะอยู่ที่ประมาณที่ 2,000 - 4,000 บาท จะขึ้นอยู่กับสภาพกล้องและอุปกรณ์นั้นๆ

 

4. Minolta Hi-Matic F

 

 

     รุ่นฮิตอีกหน่งรุ่นที่เห็นกันในซีรีย์เรื่องดังอย่าง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ที่น้องหมอกได้พกติดตัวอยู่ตลอดเวลานั้นเอง เนื่องจากการใช้งานนั้นง่ายมากๆ แค่เล็งภาพแล้วปรับโฟกัสให้ภาพมันซ้อนกันพอดีเท่านั้น ลองกดชัตเตอร์ครั้งนึงเพื่อเป็นการวัดแสงว่าภาพที่ถ่ายมันจะแสงมากน้อยแค่ไหน ก็จะมีไฟเตอนขึ้น โดยเจ้าตัวนี้ระยะใกล้สุดคือ 0.8 เมตร และตัวนี้ไม่เหมาะกับการเซ็ตค่ามากมายเพราะเพียงแค่เล็งและกดชัตเตอร์ได้เลย ซึ่งราคาจะอยู่ที่ 3,500 - 4,500 บาทโดยประมาณ

 

📸 กล้องที่โฟกัสแบบปรับให้ชัดโดยหมุนเลนส์ให้ชัด 📸

          กล้องแบบนี้คงเป็นที่รู้จักกันดี ถ้าให้เทียบกับสมัยนี้ก็เป็นกล้อง DSLR กล้องประเภทนี้เราจะเห็นภาพในช่องมองภาพเป็นภาพจริงที่สะท้ายตรงมาจากเลนส์ จึงทำให้รูปที่ได้นั้นผิดพลาดได้น้อยที่สุด คือง่ายๆเลยว่าเห็นแบบไหนก็จะได้ภาพแบบนั้นเลย และสามารถเปลี่ยนเลนส์ได้ด้วย ซึ่งคนเล่นกล้องส่วนใหญ่ก็มักจะชอบเล่นแบบนี้โดยโหมดการทำงานจะมีทั้งแบบ Manual และออโต้ขึ้นอยู่กับรุ่นและความถนัด ซึ่งกล้องแบบนี้จะมีเลนส์ที่แถมมาส่วนใหญ่จะประมาณ 50mm คือเท่ากับระยะสายตาจริงจึงไม่ต้องกะระยะการถ่ายรูปเอง แล้วกล้องแบบปรับให้ชัดด้วยมือหมุนที่เราแนะนำได้แก่

 

1. Pentak K-1000

     ต้องขอคาราวะให้กับเจ้าตัวนี้ที่เป็นครูให้กับใครหลายๆคน เพราะขายดีมากๆในหมูวัยรุ่น เนื่องจากใช้งานง่ายไม่มีฟังก์ชั่นเยอะแยะมากมาย สามารถปรับความเร็วแสง รูรับแสงได้เอง ซึ่งนักศึกษาส่วนใหญ่ก็นิยมที่จะซื้อรุ่นนี้ไปเล่นกัน สำหรับใครที่เริ่มจะเล่นกล้องแบบจริงจังบอกเลยตัวนี้เหมาะมากๆ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 3,500 - 4,500 บาท ขึ้นอยู่กับสภาพและอุปกรณ์

 

2. Olympus OM-1

     ที่สุดของกล้อง SLR ตัวนี้ก็ห้ามพลาดเพราะมีดีไซน์ที่สวย การทำงานจะเป็นแบบกลไกล้วนๆ มีเพียงแค่ถ่านที่ใส่ไว้วัดแสงเฉยๆ และยังเป็นแบบ Manual อย่างเดียว ต้องตั้งค่ารูรับแสง ความเร็วของชัตเตอร์เอง ซึ่งก็ไม่ยากมากที่จะเริ่มเล่นเจ้าตัวนี้ ซึ่งเลนส์ที่ได้ติดมานั้นไม่ต้องห่วงภาพที่ได้นั้นจะคมและสวยมากๆ ซึ่งเป็นตัวโปรดของใครหลายๆคนเลยล่ะ โดยราคาจะอยู่ที่ 5,500 -8,000 บาท จะขึ้นอยู่กับสภาพและอุปกรณ์ที่ได้มา

 

3. Cannon AE-1

 

 

     อีกหนึ่งตัวที่ไม่ควรพลาดก็คือเจ้าตัวนี้ ซึ่งรุ่นนี้ชัตเตอร์ความคุมด้วยระบบไฟฟ้า ทำให้นุ่มและรวดเร็ว แต่จะต้องใส่ถ่าน ถ้าถ่านหมดเมื่อไหร่จะต้องเปลี่ยนใหม่ทันทีเพราะมันจะถ่ายไม่ได้นั้นเอง นอกจากระบบ Manual แล้วนั้นยังมีระบบให้เราเลือกความเร็วชัดเตอร์ได้เองอีกด้วย แล้วตัวกล้องจะเลือกรูรับแสงที่เหมาะสมให้กับเราเอง เจ้าตัวนี้ราคาอยู่ที่ประมาณ 4,000 - 5,000 บาท

 

4. Nikon FM2

 

 

      จะไม่แนะนำตัวนี้ก็คงไม่ได้ Nikon FM2 จุดเด่นของรุ่นนี้คือทนทานมากๆเลยแหละ สำหรับใครที่ต้องการความเร็วชัตเตอร์ต้องตัวนี้เลยเพราะทำได้ถึง 1/4,000 sec และระบบ Manual ปรับเองหมด ไม่ต้องพึ่งพาๆฟฟ้ากันเลย และตัวนี้ถือว่าเป็นพระเอกในดวงใจของใครหลายๆคนเลยทีเดียว เหมาะสำหรับมือใหม่ด้วยเช่นกัน ราคาอยู่ที่ 8,000 - 15,000 บาท อยู่ที่อุปกรณ์และสภาพของกล้อง

 

📸 กล้องที่ใช้แล้วทิ้ง 📸

          สมัยนี้ก็มีกล้องแบบใช้แล้วทิ้งเหมือนกัน สำหรับคนที่อยากถ่ายรูปแต่ไม่อยากเสียเงินเยอะ และอยากถ่ายเพียงแค่ครั้งคราวเท่านั้นก็ต้องนี้เลย กล้องใช้แล้วทิ้งสามารถถ่ายรูปได้เหมือนกล้องฟิล์มเลยเพียงแค่ตอนล้างแสกนรูปเสร็จแล้วนั้นจะต้องทิ้งกล้องนั้นไปเลย และสำหรับรุ่นที่ใช้แล้วทิ้งที่เราแนะนำนั้นก็คือ

 

1. Fujifilm Simple ACE400

    อีกหนึ่งตัวที่ไม่แนะนำไม่ได้นั้นก็คือกล้องใช้แล้วทิ้งตัวนี้เลย ที่มีขายกันทั่วไปในไอจี และร้านล้างรูปนั้นเอง เพราะเจ้าตัวนี้โดดเด่นมากๆ ตรงที่สามารถถ่ายและได้รูปเหมือนถ่ายกล้องฟิล์ม แต่เมื่อเอาไปแสกนล้างฟิล์มแล้วนั้น ก็ไม่สามารถนำกลับมาถ่ายต่อได้อีก ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของใครหลายๆคนที่เริ่มมาหาซื้อกล้องคู่ใจ เพราะเริ่มจากการใช้เจ้าตัวนี้นี้เอง โดยจะเป็นการถ่ายที่เราเล็งและกดถ่ายได้เลยเพราะตัวกล้องที่ซื้อมานั้นมีฟิล์มและกำหนด ISO ไว้แล้วเรียบร้อย โดยราคาอยู่ที่ประมาณ 300 - 500 บาท

 

ตัวอย่างภาพถ่ายที่ได้จากกล้องฟิล์ม 

 

      บอกได้เลยว่าเราแนะนำละเอียดมากกกก มาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงพอจะตัดสินใจกันได้แล้วว่ารุ่นไหนเหมาะกับตัวเองที่สุด ส่วนเราก็ได้แล้วเหมือนกันกำลังจะไปตำอีกสักตัวบอกเลยว่ามันดีมากๆ ถ้าลองได้ถ่ายแล้วจะติดใจเพราะระหว่างการที่ถ่ายรูปนั้นเราไม่สามารถรู้เลยว่ารูปที่เรากดชัตเตอร์ไปนั้นจะออกมาอย่างที่หวังหรือไม่ แต่เราเชื่อว่ารูปที่ได้จะต้องเป็นที่ประทับใจอย่างแน่นอน สำหรับใครที่กำเล่นอยู่แต่ไม่รู้แหล่งว่าจะไปแสกนฟิล์มที่ไหนดี ต้องนี้เลย ( 📍 คลิกอ่าน >> รวมพิกัด 12 ร้านล้างแสกนฟิล์มในกรุงเทพฯ ) รับรองว่าสะดวกสบายและไม่ผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ หากใครถ่ายแล้วเป็นอย่างไรก็อย่าลืมมาคอมเมนต์อวดกันบ้างนะคะ 💕

0