รูปภาพ

คู่มือการเลี้ยงปลาคราฟ ฉบับเปลี่ยนมือใหม่ให้กลายเป็นมือฉมัง

by


Last updated 18 ธันวาคม 2562

          ปลาคราฟ 🐠 มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าปลาแฟนซีคราฟ (Fancy Carp) เป็นปลาที่มีความสวยงามอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เห็นได้จากหลายคนหันมานิยมทำฟาร์มปลาคารฟมากขึ้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่ามันเป็นปลาเลี้ยงง่าย โตไว อีกทั้งยังมีสีสัน ลวดลายสวยงาม และยังเป็นปลาชนิดเดียวที่มีอายุยืนที่สุดในโลก เช่น ปลาคราฟที่ชื่อ "ฮานาโกะ" ของนายแพทย์ผู้หนึ่ง ที่เลี้ยงไว้ที่เมืองกูฟี ประเทศญี่ปุ่น มีอายุยืนถึง 266 ปี

 

           ปลาคราฟเป็นปลาน้ำจืด 🐠 จัดอยู่ในกลุ่มปลาตะเพียน (Carp) แต่ชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า โค่ย (Koi) นิชิกิกอย (Nichikigoi) มีต้นกำเนิด หรือตระกูลมาจากปลาไนธรรมดา ซึ่งอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ ทั่วโลก ถิ่นกำเนิดที่แท้จริงของปลาคราฟหรือปลาไนได้แก่ ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน ชาวจีนเป็นคนกลุ่มแรกที่สนใจ ทำการศึกษาพัฒนาและเลี้ยงปลาไนมานานกว่า 2,000 ปี การศึกษาพัฒนาปลาไนของชาวจีนประกอบกับชาวญี่ปุ่นได้นำปลาไนไปเลี้ยงทำการคัดพันธุ์ให้ดีขึ้นด้วยสีสันและลำตัวให้ใหญ่กว่าเดิม จึงทำให้เราได้ปลาคราฟที่สวยงามดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

 

ปลาคราฟ

 

คนญี่ปุ่นได้ศึกษาเกี่ยวกับปลาคราฟอย่างจริงจังเมื่อไม่นานหรือประมาณ 200 ปี หลังคริสต์ศตวรรษ โดยกล่าวถึงลักษณะของปลาชนิดนี้ว่าจะมีสีแดง สีขาว และสีน้ำเงิน-ดำ ซึ่งเป็นงานอดิเรกของชาวญี่ปุ่นเลี้ยงไว้ดูเล่น และได้ศึกษาพัฒนาสายพันธุ์ดั้งเดิมของปลาไน ให้เป็นปลาสวยงามที่มีสีสันและรูปทรงที่ดีขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน โดยให้ชื่อใหม่ว่าปลาคราฟ หรือ แฟนซีคราฟ โดยมีแหล่งหรือศูนย์กลางการเพาะเลี้ยงอยู่แถบบริเวณหุบเขาเมืองโอจิยะ จังหวัดนิอิกาตะ และเมืองฮิโรชิม

 

สำหรับประเทศไทยเราได้เริ่มสนใจและมีการนำเข้าปลาคราฟเมื่อประมาณหกสิบกว่าปีมานี่เอง หรือประมาณปี พ.ศ.2493 โดยการนำมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยมีการซื้อขายกันในราคาที่ค่อนข้างสูง สำหรับพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ทรง สั่งมาจากประเทศญี่ปุ่นเหมือนกันเมื่อประมาณปี พ.ศ.2498 เพื่อนำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์และได้ทรงตั้งชื่อปลาแฟนซีคราฟให้ใหม่ว่า “ปลาอมรินทร์” หรือบางทีก็เรียกว่า “ปลาไนทรงเครื่อง” เนื่องจากปลาไนที่ทรงสั่งเข้ามานั้น เป็นปลาไนที่ได้รับการพัฒนาแล้วให้มีสีสันที่งดงาม และตัวที่โตขึ้น ซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกกันว่า โค่ย หรือนิชิกิกอย (Nichikigoi) มาตั้งแต่ดั้งเดิมนั่นเอง

 

🐟 ประเภทของปลาคราฟ 🐟

 

ปลาคราฟ

 

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ปลาแฟนซีคราฟขึ้นมาใหม่ในเชิงการค้า ซึ่งมีการจัดแบ่งสายพันธุ์ใหม่รวม 13 สายพันธุ์ โดยมีการจัดแบ่งตามลักษณะของลวดลาย และสีสันบนตัวปลาเป็นหลัก ได้แก่

 

  • 🐠 โคฮากุ (Kohoku)

เป็นปลาที่มีสีขาวและสีแดงอยู่ในตัวเดียวกัน เป็นสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากที่สุด ลักษณะที่ดีสีแดงจะต้องคมชัดสม่ำเสมอ และสีขาวไม่ควรมีตำหนิใด ๆ ควรเป็นสีขาวสะอาด

 

  • 🐠 ไทโช ซันเก้ (Taisho Sanke)

เป็นปลาที่ต้องประกอบ ด้วย 3 สีด้วยกัน คือ สีขาว สีแดง และสีดำ สีดำบนตัวปลานั้นควรดำสนิท และดวงใหญ่ ไม่ควรมีสีดำบนส่วนหัว รวมทั้งไม่มีสีแดงบนครีบและหาง

 

  • 🐠 โชวา ซันโชกุ (Showa Sanshoku)

เป็นปลาแฟนซีคราฟที่รวมสามสีไว้ในตัวเดียวกัน เช่นเดียวกับไทโช ซันเก้แต่ที่ต่างกันก็คือ สีขาวและสีแดงจะรวมตัวกันอยู่บนพื้นสีดำขนาดใหญ่บนตัวปลา และมีสีดำบริเวณเชื่อมต่อครีบ และลำตัวในลักษณะของตัว Y

 

  • 🐠 อุจิริ โมโน (Utsuri Mono)

เป็นปลาแฟนซีคราฟ ที่มีสีดำพาดผ่านบนพื้นสีอื่นซึ่งจะเป็นสีอะไรก็ได้ โดยสีดำที่ปรากฏจะเป็นรอยปื้นยาวพาดบนตัวปลา

 

  • 🐠 เบคโกะ (Bekko)

เป็นปลาแฟนซีคราฟ ที่มีสองสีโดยมีลวดลายเป็นจุดสีดำแต้มอยู่บนพื้นสีต่าง ๆ ในขนาดที่ไม่เล็ก หรือใหญ่เกินไป

 

  • 🐠 อาซากิ ชูซุย (Asagi Shusui)

ปลาแฟนซีคราฟสายพันธุ์อาซากิ ชูซุย เป็นสายพันธุ์ที่ถ่ายทอดมาจากปลาไนโบราณโดยตรง จะมีเกล็ดสีฟ้าสวยเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ

 

  • 🐠 โกโรโมะ (Koromo)

เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างอาซากิกับสายพันธุ์อื่น ๆ โดยจะมีเกล็ดสีน้ำเงินกระจายเด่นอยู่บนลวดลายสีอื่น ๆ

 

  • 🐠 โอกอน (Ogon)

เป็นปลาที่ไม่มีลวดลายบนลำตัว แต่จะมีสีของลำตัวสว่างไสว ปราศจากจุดด่างใด ๆ ทั้งสิ้น

 

  • 🐠 ฮิการิ โมโย (Hikari Moyo)

เป็นปลาที่มี 2 สี หรือมากกว่า โดยจะมีหนึ่งสีที่มีความแวววาวกว่าอีกสีหนึ่ง และเป็นสีที่เหมือนโลหะ (Metallic)

 

  • 🐠 ฮิการิ อุจิริ (Hikari Utsuri)

เป็นปลาที่มีสีลายพาดผ่านสีดำเช่นเดียวกับ อุจิริ โมโน บนพื้นที่มีความแวววาวคล้ายโลหะเช่นกัน

 

  • 🐠 คินกินริน (Kinginrin)

เป็นปลาคราฟที่อยู่ในกลุ่มที่มีประกายเงินหรือทองอยู่บนเกล็ด โดยมีเกล็ดนูนเหมือนไข่มุก

 

  • 🐠ตันโจ (Tancho)  

เป็นปลาคราฟที่มีสีแดงเพียงที่เดียวอยู่บนหัว โดยอาจมีรูปทรงกลมขนาดใหญ่ หรือรูปอื่น ๆ ก็ได้

 

  • 🐠 คาวาริ โมโน (Kawari Mono)

เป็นปลาปลาที่แปลกเนื่องจากจะไม่มีลักษณะลวดลายที่ตายตัว ต่างจากพันธุ์อื่น ๆ โดยจะมีลวดลายเกิดขึ้นใหม่ทุกปี

 

คู่มือการเลี้ยงปลาคราฟ ฉบับเปลี่ยนมือใหม่ให้เป็นมือฉมัง

 

อยากเลี้ยงปลาคราฟ เริ่มต้นยังไง ❓

 

ก่อนที่เราจะเลี้ยง เราต้องมองหาที่อยู่ที่เหมาะสมให้พวกมันก่อน เพราะบ้านที่ดีจะเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้พวกมันอยู่ได้นาน

 

เตรียมบ่อปลาคราฟ 👨‍🔧

 

ต้องหาสถานที่และเริ่มขุดบ่อขนาด 80 x 120 ลึก 50 เซนติเมตร มีสะดือที่ก้นบ่อขนาด 1 x 2 ฟุต ลึกประมาณ 4-6 นิ้ว เพื่อไว้เป็นที่เก็บขี้ปลาและสิ่งสกปรก ไม่นิยมเลี้ยงในตู้ประจก และควรทำการติดตั้งระบบถ่ายเทน้ำเสียเพื่อช่วยให้น้ำในบ่อสะอาดอยู่ตลอดเวลาด้วย

 

สำหรับบ่อปลาคราฟที่ดีควรเป็นบ่อซีเมนต์ซึ่งสามารถดัดแปลงเป็นบ่อธรรมชาติได้ง่าย การที่มีตะไคร่น้ำเกิดและเกาะได้เร็วนั้นจะเป็นผลดีสำหรับปลา ซึ่งตะไคร่น้ำนั้นจะเป็นอาหารที่ดีของปลา สามารถดูดสิ่งสกปรกและแอมโมเนียที่อยู่ในน้ำได้อีกด้วย โดยไม่นิยมเลี้ยงปลาคราฟในตู้ประจก เนื่องจากเป็นปลาที่มีลวดลายเฉพาะตัว ลวดลายปลาคราฟด้านบนจึงเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีปลาชนิดไหนเหมือน จึงไม่นิยมมองปลาด้านข้างเหมือนปลาบางชนิด

 

สถานที่ตั้งบ่อปลาคราฟ 🏡

 

บ่อนี้ควรจะตั้งอยู่ในที่มีร่มเงาชองต้นไม้ใหญ่เพื่อจะได้รับความร่มรื่นพอควร อย่าให้อยู่กลางแจ้งเพราะจะทำให้ปลามีสีสันที่จืดจางลง และยังทำให้การเจริญเติบโตของปลาคราฟช้าลงไปอีกด้วย

 

น้ำในบ่อปลาคราฟ 💦

 

น้ำที่จะใช้เลี้ยงปลาคราฟ ต้องเป็นน้ำประปาจะดีกว่าน้ำชนิดอื่น เพราะน้ำประปามีสภาพเป็นกลาง ถ้าใช้น้ำฝนจะทำลายสีของปลาและปลาอาจเกิดโรคได้ง่าย ส่วนน้ำจากแม่น้ำลำคลองก็ไม่เหมาะ เพราะอาจมีเชื้อโรคติดมาเป็นอันตรายกับปลาได้ หากไม่มีน้ำประปา ต้องใส่ยาฆ่าเชื้อและเติมปูนขาวเพื่อปรับสภาพน้ำจากกรดให้เป็นกลางเสียก่อน แล้วค่อยนำมาเลี้ยงปลาได้ ทางที่ดีต้องติดตั้งระบบหมุนเวียนของน้ำ และเครื่องพ่นน้ำ เป็นการเพิ่มออกซิเจนให้น้ำในบ่อถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา และมีออกซิเจนเพียงพอกับปลาด้วย และน้ำประปาจะต้องเป็นน้ำที่ไม่มีสารคลอรีน

 

    เมื่อเตรียมบ่อและน้ำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การจะหาปลาคราฟมาเลี้ยง ควรหาลูกปลาที่มีอายุประมาณ 1-2 ปี มาเลี้ยงจะดีที่สุด ไม่ควรนำปลาขนาดใหญ่มาเลี้ยง หรือปลาชนิดอื่นมาเลี้ยงรวมกับปลาคราฟ เพราะอาจนำเชื้อโรคมาให้ปลาคราฟได้

 

🐠🐠 การให้อาหารปลาคราฟ 🐠🐠

 

ควรให้อาหารปลาคราฟวันละ 2 เวลา คือเช้า-เย็น ข้อควรจำในการให้อาหารคือ ต้องให้ตามเวลา เพื่อปลาจะเกิดความเคยชินและเชื่องกับผู้ที่เลี้ยง และอาหารที่ให้ต้องกะให้พอกับจำนวนปลา อย่าให้น้อยหรือมากเกินไป ทั้งนี้ต้องคอยสังเกตว่า ปลากินอาหารอย่างไร? ถ้าอาหารหมดเร็ว แสดงว่าปลายังต้องการอาหารเพิ่ม ก็เพิ่มลงไปอีกเล็กน้อย แต่ถ้าอาหารยังลอยน้ำอยู่ ให้รีบตักออกเพราะว่าถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้น้ำเสียเร็ว

 

อาหารปลาคราฟ 🍀🍁

 

แนะนำเป็นเนื้อปลาป่น กุ้งสดบด เนื้อหอย เนื้อปู ปลาหมึก ข้าวสาลี รำ ผักกาด ข้าวโพด แมลง สาหร่าย ตะไคร่น้ำ แหน ลูกน้ำ หนอนแดง ถั่วเหลือง ขนมปัง และอาหารสำเร็จรูปที่มีขายตามท้องตลาด ทั้งนี้ เมื่อสังเกตเห็นน้ำในบ่อเริ่มขุ่นและมีสิ่งสกปรกมาก ต้องรีบเปลี่ยนน้ำทันที และขณะที่ถ่ายน้ำ ออก 1 ใน 3 ส่วนของบ่อจะต้องเพิ่มน้ำใหม่แทนในปริมาณเท่าเดิมโดยใช้น้ำประปาที่เก็บไว้ประมาณ 2-3 วันหลังจากที่คลอรีนระเหยแล้ว อย่าใช้น้ำประปาที่รองจากก๊อกใหม่ ๆ หรือน้ำประปาที่เก็บไว้นานเพราะจะเกิดอันตรายต่อปลาได้

 

     สุดท้ายนี้ เรื่องของโรคภัยของปลาคราฟนั้นมีไม่มาก ควรสังเกตอาหารและรักษาไปตามอาการ ผู้เลี้ยงต้องศึกษาเรื่องโรคปลาให้ดี และควรปรึกษาสัตว์แพทย์ เนื่องจากเป็นปลาที่มีราคาแพง ไม่ควรรักษาเองเป็นอันขาดเพราะอาจทำให้ปลาตายได้ หากใครที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลาคราฟ อาจจะพัฒนาเป็นอาชีพของตนได้ การทำฟาร์มปลาคารฟก็เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับความนิยมในหมู่คนเลี้ยงปลาสวยงาม เพราะเป็นปลาที่เชื่อง สวยงาม และเป็นที่นิยม การเลี้ยงปลาคราฟก็ต้องขอจบแต่เพียงแค่นี้ 💛🧡

0